หลักการอ่านภาษาไทย

หลักการอ่านคำไทย มี 4 วิธี
1. อ่านตามหลักภาษาไทย
2. อ่านตามหลักภาษาอื่นที่ไทยรับมาใช้
3. อ่านตามความนิยม
4. อ่านตามลักษณะบังคับของแต่ละคำประพันธ์

หลักการอ่านอักษรนำ
           อักษรนำ หมายถึง คำที่พยัญชนะ 2 ตัว รวมกันและอยู่ในสระเดียวกัน เมื่ออ่านจะออกเสียงพยัญชนะทั้งสองตัวประสมกัน พยัญชนะตัวหน้าจะออกเสียงสระอะ แต่ไม่ประรูปสระ อะ ลงไป ส่วนพยัญชนะตัวหน้า จะเป็นอักษรสูง กลาง หรือต่ำก็ได้ เพราะพยัญชนะตัวหน้าทำหน้าที่บังคับเสียง มีหลักการอ่านต่อไปนี้
          1. อักษรสูงนำอักษรต่ำ เดี่ยว อักษรต่ำเดี่ยว มี 10 ตัว คือ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ เมื่อเวลาอ่านเราต้องออกเสียงพยัญชนะตัวหลังนั้นให้เป็นเสียงสูงตามเสียงของอักษรนำตัวนั้น ๆ ด้วย เช่น

                                                                 สมาน      อ่านว่า   สะ - หมาน
                                                                 ผนวช      อ่านว่า   ผะ - หนวด
                                                                 สนอง       อ่านว่า   สะ - หนอง
                                                                 ผนวก      อ่านว่า    ผะ - หนวก
                                                                 ถนอม     อ่านว่า    ถะ - หนอม
                                                                 ผนึก       อ่านว่า    ผะ - หนึก
                                                                 จมูก       อ่านว่า    จะ – หมูก
                                                                 จรัส        อ่านว่า    จะ - หรัด
                                                                 ถวาย      อ่านว่า    ถะ – หวาย
                                                                 สงวน      อ่านว่า    สะ - หงวน
                                                                 ตลาด     อ่านว่า    ตะ - หลาด
                                                                 ผยอง     อ่านว่า    ผะ - หยอง     
             2. อักษรสูงนำอักษรต่ำคู่ อักษรต่ำคู่ มี 14 ตัว ค ต ฆ ช ฌ ซ ฑ ฒ ท ธ พ ภ ฟ ฮ เวลาอ่าน
ไม่ต้องออกเสียงพยัญชนะตัวหลังให้สูงตามอักษรสูงเหล่านั้น เช่น
                                                                 ผทม      อ่านว่า     ผะ – ทม
                                                                 สภาพ     อ่านว่า     สะ - พาบ
                                                                ไผท        อ่านว่า     ผะ –ไท
 3.อักษรกลางนำอักษรต่ำเดี่ยว เวลาอ่านต้องออกเสียงพยัญชนะตัวหลังนั้น ตามเสียงอักษรกลาง ที่นำ เช่น
                                                                       องุ่น   อ่านว่า อะ - หงุ่น
                                                                       ตลาด อ่านว่า ตะ - หลาด
                                                                       ตลก อ่านว่า ตะ - หลก
                                                                       ตลิ่ง อ่านว่า ตะ - หลิ่ง
                                                                       กนก อ่านว่า กะ – หนก
                                                                       ตลอด อ่านว่า ตะ –หลอด
                                                                       อนาถ อ่านว่า อะ - หนาด
                                                                       กฤษณา อ่านว่า กริด – สะ-หนา
           4. อักษร ห นำอักษรเดี่ยว เวลาอ่านไม่ต้องออกสียงสระ อะ อย่างอักษรนำ แต่จะต้องออกเสียงสูงตามเสียงของ ห เช่น หลัง หลง หนัก ไหน หนอ หมอ หมี หนา หวาน หวาม หยาม หญิง ใหญ่ เหงา หมา ไหม้ หยัก หลา หลีก หรูหรา ฯลฯ
           5. อักษร อ นำ ย เวลาอ่านไม่ต้องออกเสียง สระ อะ เป็นอักษรนำ แต่จะต้องออกเสียงตัว ย นั้นให้เป็นเสียงกลางตามเสียงตัว อ มี 4 คำ คือ อย่า อยู่ อย่าง อยาก

การอ่านอักษรควบ
           อักษรควบ คือ คำที่มีพยัญชนะ 2 ตัว มารวมกันในรูปสระเดียวกัน พยัญชนะที่นำหน้าที่เป็นอักษรควบ คือ ร ล ว มีหลักการอ่านดังนี้
           1. อ่านแบบอักษรควบแท้ จะอ่านออกเสียงพยัญชนะ 2 ตัวพร้อม ๆ กัน และเป็นเสียงเดียวกันเช่น เกรียงไกร โปรด เปรี้ยว ขรุขระ กว้างขวาง ครั้งคราว กลับกลาย พราวแพรว ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง กว้างขวาง ควาย กวาด เป็นต้น
           2. อ่านแบบอักษรควบไม่แท้ เวลาอ่านจะอ่านออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตัวหน้าตัวเดียว ส่วนพยัญชนะตัวหลังไม่ต้องออกเสียง เช่น
                                                                            จริง     อ่านว่า จิง
                                                                            ศรี      อ่านว่า สี
                                                                            สร้อย  อ่านว่า ส้อย
                                                                            เศร้า   อ่านว่า เส้า
          3. อ่านแบบอักษรควบแท้และควบไม่แท้ คืออ่านออกเสียงพยัญชนะ ท ควบ ร เวลาอ่านต้องเป็นได้ทั้งอักษรควบแท้และไม่แท้
              3.1 อ่านแบบอักษรควบแท้
                                                                           นิทรา     อ่านว่า นิด - ทรา
                                                                           จันทรา   อ่านว่า จัน - ทรา
                                                                           จันทรคติ อ่านว่า จัน - ทระ – คะ ติ
                                                                           อินทรา    อ่านว่า อิน – ทรา
                                                                           เอ็มทรี    อ่านว่า เอ็ม - ทรี
             3.2 อ่านแบบอักษรควบไม่แท้
                                                                             ทรวด     อ่านว่า ซวด
                                                                             ทรง       อ่านว่า ซง
                                                                             ทราย     อ่านว่า ซาย
                                                                             โทรม     อ่านว่า โซม
                                                                              ทรุด      อ่านว่า ซุด
                                                                              แทรก    อ่านว่า แซก
                                                                              อินทรี    อ่านว่า อิน - ซี
                                                                              ไทร       อ่านว่า ไซ
                                                                               ทรวง    อ่านว่า ซวง
                                                                               ทราบ    อ่านว่า ซาบ
                                                                               พุทรา    อ่านว่า พุ ด- ซา
                                                                               นนทรี    อ่านว่า นน – ซี
                                                                               มัทรี      อ่านว่า มัด – ซี
                                                                               อินทรีย์  อ่านว่า อิน -ซี
การอ่านคำแผลง
       คำแผลงคือคำที่ดัดแปลงพยางค์เดียวให้เป็นคำสองพยางค์แต่ความหมายยังคงเดิมทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความไพเราะสละสลวยทางภาษาและทำให้มีคำใช้มากยิ่งขึ้น หลักการอ่านมีดังนี้
       1. คำแผลงที่เป็นอักษรควบ คือคำแผลงคำเดิมที่มีพยัญชนะควบด้วย ร ลประสมอยู่และเมื่อแผลงเป็น2พยางค์จะต้องออกเสียงพยางค์หลังให้มีเสียงระดับเดียวกับคำเดิมที่ไม่ได้แผลง
                                                              ตรวจ แผลงเป็น ตำรวจ อ่านว่า ตำ – หรวด
                                                              กราบ แผลงเป็น กำราบ อ่านว่า กำ – หราบ
                                                              เสร็จ แผลงเป็น สำเร็จ   อ่านว่า สำ - เหร็ด
         คำยกเว้น
                                                              ปราศ แผลงเป็น บำราศ  อ่านว่า บำ - ราด
        2. คำแผลงที่ไม่ได้เป็นอักษรควบ คือคำแผลงคำเดิมที่ไม่มีพยัญชนะควบด้วยตัว ร ล ว ประสมอยู่เมื่อแผลงเป็น 2 พยางค์ ไม่ต้องออกเสียงพยางค์หลังให้มีเสียงระดับเท่าคำเดิมก่อนแผลงใหม่ คือ ถ้าเขียนแบบไหนก็จะอ่านแบบที่เขียน เช่น
                                                              แจก แผลงเป็น จำแนก   อ่านว่า จำ - แนก
                                                              อาจ แผลงเป็น อำนาจ    อ่านว่า อำ - นาด
                                                              จง แผลงเป็น จำนง        อ่านว่า จำ - นง
                                                              เกิด แผลงเป็น กำเนิด    อ่านว่า กำ - เหนิด
การอ่านคำพ้อง
       คำพ้องหมายถึงคำที่มีรูปหรือเสียงเหมือนกันแต่จะมีความหมายต่างกันซึ่งเวลาอ่านต้องอาศัยการสังเกตพิจารณาเนื้อความของคำที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยคำพ้องแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
       1.คำพ้องรูป คือ คำพ้องที่เขียนเหมือนกันแต่ออกเสียงต่างกัน
                          กรี อ่านว่า กรี เป็นอักษรควบ แปลว่า กระดูกแหลมที่หัวกุ้ง              อ่านว่า กะ –รี เป็นอักษรนำ แปลว่า ช้าง
                          ครุ อ่านว่า ครุ เป็นอักษรควบ แปลวว่า ภาชนะสานชนิดหนึ่ง             อ่านว่า คะ – รุ เป็นอักษรนำ แปลว่า ครู หนัก
                          เพลา อ่านว่า เพลา เป็นอักษรควบ แปลว่า ตัก เข่า แกนล้อหมุน       อ่านว่า เพ – ลา อ่านเรียงพยางค์ แปลว่า เวลา
                          เสลา อ่านว่า สะ - เหลา เป็นอักษรนำ แปลว่า ต้นไม้ชนิดหนึ่ง           เสลา อ่านว่า เส - ลา อ่านเรียงพยางค์ แปลว่า หิน
                          ปรัก อ่านว่า ปรัก เป็นอักษรควบ แปลว่า เงิน                                  ปรัก อ่านว่า ปะ – หรัก เป็นอักษรนำ แปลว่า หัก
                          แขม อ่านว่า แขม แปลว่า ชื่อต้นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง                         แขม อ่านว่า ขะ – แม แปลว่า คนเขมร
       2. คำพ้องเสียง คือ คำที่เขียนต่างกันแต่จะออกเสียงเหมือนกัน
                                                                          กาล หมายถึง เวลา
                                                                          กาฬ หมายถึง ดำ
                                                                          กานต์ หมายถึง น่ารัก
                                                                          จัน หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่ง
                                                                          จันทน์ หมายถึง ไม้หอม
                                                                          จันทร์ หมายถึง ดวงเดือน
                                                                          ศาสตร์ หมายถึง ระบบความรู้
                                                                          ศาสน์ หมายถึง คำสั่ง, คำสั่งสอน
                                                                          สาด หมายถึง ซัด ,ซัดนำไป
                                                                          สารท หมายถึง เทศกาลทำบุญเดือนสิบ
                                                                          ดาด หมายถึง ลาด ปู ดาดฟ้า
                                                                          ดาษ หมายถึง มากมาย เกลื่อนกลาด ฝีชนิดหนึ่ง
                                                                          มาศ หมายถึง ทอง มาตร , เครื่องวัด
                                                                          มาส หมายถึง เดือน
                                                                          พรรณ หมายถึง ชนิด ,สี
                                                                          พันธุ์ หมายถึง เหล่ากอ ,วงศ์วาน
                                                                          พัน หมายถึง สิบร้อย, ผูก, มัด
                                                                          ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของ
          3. คำพ้องทั้งรูปและเสียง คือคำพ้องที่เขียนเหมือนกัน อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่จะต่างกันในด้านความหมาย ซึ่งขึ้นอยู่ที่ใจความของคำข้างเคียง เช่น
                                                                          กัน หมายถึง โกนให้เสมอกัน
                                                                          กัน หมายถึง ฉัน ,ข้าพเจ้า
                                                                          กัน หมายถึง ห้าม ,ปิด ขัน หมายถึง ทำให้ตึง
                                                                          ขัน หมายถึง น่าหัวเราะ
                                                                          ขัน หมายถึง ภาชนะใส่ตักน้ำ

การอ่านคำบาลี - สันสกฤต
       การอ่านคำบาลีและสันสกฤตนั้นมีหลักเกณฑ์ในการอ่านที่มีระเบียบแน่นอน แต่ไทยเราจะนำหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของบาลีสันสกฤตมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับความนิยมของไทย ซึ่งมีหลักในการอ่านดังนี้
       1. การอ่านแบบเรียงพยางค์ คำบาลีสันสกฤตที่ไม่เป็นตัวสะกดนั้นจะต้องมีสระกำกับอยู่ด้วยเสมอ แต่ถ้าไม่มีสระใดกำกับอยู่ จะต้องอ่านออกเสียง อะ ทุกคำ เช่น
                                                                      นคร อ่านว่า นะ – คะ – ระ
                                                                      ภรต อ่านว่า พะ – ระ - ตะ
                                                                      วิชิร อ่านว่า วะ – ชิ – ระ
                                                                      คีตกวี อ่านว่า คี - ตะ – กะ - วี
                                                                      ตาลปัตร อ่านว่า ตา – ละ - ปัด
       2. การอ่านแบบพยัญชนะสังโยค พยัญชนะสังโยค หมายถึง พยัญชนะ 2 ตัว ประกอบร่วมกันตัวหนึ่งจะเป็นตัวสะกด อีกตัวหนึ่งจะเป็นตัวตาม เช่น คำว่า สปต ตัว ป และ ต คือพยัญชนะสังโยค ป เป็นตัวสะกด ต เป็นตัวตาม การอ่านพยัญชนะสังโยคนี้ ถ้าพยัญชนะตัวใดเป็นตัวสะกด ไม่ต้องออกเสียง เช่น
                                                                      สมรส อ่านว่า สม – รด
                                                                      วิตถาร อ่านว่า วิต – ถาน
                                                                      สัปดาห์ อ่านว่า สับ - ดา
                                                                      อุตสาหกรรม อ่านว่า อุด- สา –หะ- กำ
แต่จะมีข้อยกเว้นหลายประการดังนี้
       1. เมื่อพยัญชนะตัวหลังของตัวสะกดเป็นพยัญชนะอัฒสระ ได้แก่ ย ร ล ว ซึ่งเมื่อเวลาอ่านออกเสียง อะ ที่ตัวสะกดได้ครึ่งเสียง เช่น
                                                                      วิทยุ อ่านว่า วิด – ทะ – ยุ
                                                                      วิทยา อ่านว่า วิด – ทะ - ยา
                                                                      อุทยาน อ่านว่า อุด – ทะ- ยาน
                                                                      จัตวา อ่านว่า จัด – ตะ -วา
                                                                      วัชรา อ่านว่า วัด – ชะ – รา
                                                                      กัลยา อ่านว่า กัน - ละ - ยา
         2. เมื่อพยัญชนะตัวสะกดของพยางค์หน้าเป็น ล จะต้องอ่านออกเสียง ล มีเสียงอะได้ครึ่งหนึ่ง เช่น
                                                                       ศิลปะ อ่านว่า สิน – ละ – ปะ
                                                                       วัลภา อ่านว่า วัน - ละ – พา
                                                                       กลบท อ่านว่า กน – ละ – บด
        3. เมื่อพยัญชนะตัวสะกดของพยางค์หน้า เป็นพยัญชะอุสุ หมายถึง พยัญชะที่มีเสียงสอดแทรกออกทางไรฟัน ซึ่งได้แก่พยัญชนะ ศ ษ ส และมีพยัญชะตัวอื่นตามมาต้องอ่านออกเสียงสะ ติดต่อกับพยางค์หลัง เช่น
                                                                      โฆษณา อ่านว่า โคด – สะ – นา
                                                                      พัสดุ อ่านว่า พัด – สะ - ดุ
                                                                      รัศมี อ่านว่า รัด – สะ – หมี
                                                                      กฤษณา อ่านว่า กริด – สะ – หนา
          ยกเว้น คำ 3 คำ ต่อไปนี้ไม่ต้องอ่านออกเสียงเป็นพยัญชนะอุสุม คือ
                                                                อธิษฐาน อ่านว่า อะ – ทิด – ถาน
                                                                สันนิษฐาน อ่านว่า สัน – นิด - ถาน
                                                                สวัสดี อ่านว่า สะ – หวัด – ดี
          3. คำที่มาจากภาษาบาลี – สันสกฤต มีสระติดกับตัวสะกด เราไม่ต้องออกเสียงเช่น
                                                               เหตุ อ่านว่า เหด
                                                               ญาติ อ่านว่า ยาด
                                                               ชาติ อ่านว่า ชาด
                                                               ประวัติ อ่านว่า ประ- หวัด
                                                               สมบัติ อ่านว่า สม – บัด
                                                               ปฏิวัติ อ่านว่า ปะ – ติ - วัด
การอ่านตัว ฤ
         ตัว ฤ จะอ่านออกเสียง ริ ในภาษาสันสกฤต แต่เมื่อไทยเรารับมาใช้ในภาษาไทยจะออกเสียงในการอ่านได้ 3 วิธีดังนี้
         1. อ่านออกเสียง ริ เมื่อประสมกับพยัญชนะ 6 ตัว คือ ก ต ป ท ศ ส เช่น ทฤษฎี ฤทธิ์ กฤษณาศฤงคาร ฯลฯ
         2. อ่านออกเสียง รึ เมื่อประสมพยัญชนะ 5 ตัว คือ ค น พ ม ห เช่น หฤทัย คฤหาสน์ พฤษภามฤคา ฯลฯ หรือเมื่อเป็นพยัญชนะต้นอยู่หน้าคำอื่น ๆ เช่น ฤดู ฤดี ฤคเวท ฤทัย ฯลฯ
         3. อ่านออกเสียง เป็น เรอ มีคำเดียว คือ ฤกษ์
การอ่านคำสมาส
         คำสมาส หมายถึง การนำคำภาษาสันสกฤต ตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปประสมกัน เพื่อต้องการให้เป็นคำเดียวกัน มีหลักการอ่านดังนี้
         1. ถ้าคำสมาสที่พยางค์ท้ายคำหน้าไม่มีรูปสระใดกำกับอยู่ ต้องอ่านออกเสียงพยางค์ท้ายคำหน้าเป็นเสียง อะ ต่อเนื่อง กันกับพยางค์หลัง เช่น
                                                               วรรณคดี อ่านว่า วัน – นะ – คะ- ดี
                                                               จิตเวช อ่านว่า จิด – ตะ - เวด
                                                               รัฐบาล อ่านว่า รัด – ถะ – บาน
                                                               ราชการ อ่านว่า ราด – ชะ - กาน
                                                               กิจกรรม อ่านว่า กิด – จะ –กำ
                                                               ธรรมคุณ อ่านว่า ทำ – มะ - คุน
         2. ถ้าพยางค์ท้ายของคำสมาสที่คำหน้ามีสระ อิ กำกับอยู่ ต้องอ่านออกเสียงเป็น อิ ให้ต่อเนื่องกับคำหลัง เช่น
                                                               ภูมิศาสตร์ อ่านว่า พูม – มิ – สาด
                                                               ฤทธิเดช อ่านว่า ริด – ทิ – เดด
                                                               ยุติธรรม อ่านว่า ยุด – ติ – ทำ
         3. ถ้าพยางค์ท้ายของคำสมาสที่คำหน้าที่คำหน้ามีสระ อุ กำกับอยู่ ต้องอ่านออกเสียงเป็นเสียง อุ ต่อเนื่องกับพยางค์หลัง เช่น
                                                              เกตุมาลา อ่านว่า เกด – มา – ลา
                                                              เมรุมาศ อ่านว่า เม – รุ – มาด
                                                              พันธุกรรม อ่านว่า พัน - ทุ – กำ
         4. ถ้าตัวสะกดพยางค์หน้าของคำสมาสเป็นอักษรควบ ต้องออกเสียงเป็น ตระ ท้ายคำให้ต่อเนื่องจากคำหลัง เช่น
                                                             เกษตรกรรม อ่านว่า กะ - เสด – ตระ – กำ
                                                             ฉัตรมงคล อ่านว่า ฉัด – ตระ – มง – คน
                                                             มิตรภาพ อ่านว่า มิด – ตระ – พาบ
การอ่านตามความนิยม
          การอ่านตามความนิยม คือ การอ่านที่ไม่ได้อ่านตามกฎเกณฑ์ของภาษา คืออ่านตามความนิยมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และยอมรับกันทั่วไป ไม่ถือว่าอ่านผิด การอ่านตามความนิยมมี 2 ประการ คือ อ่านออกเสียงได้สะดวกปากและฟังไพเราะ และยังแบ่งได้หลายกรณี ดังนี้
          1. อ่านเพื่อต้องการให้เกิดความไพเราะ คำบางคำถ้าอ่านตามรูปการเขียนหรือกฎเกณฑืของภาษาจะไม่ไพเราะ จึงต้องอ่านออกเสียงแบบใหม่ให้ไพเราะยิ่งขึ้น เช่น
                                                          ดิลก อ่านว่า ดิ – หลก
                                                          อาขยาน อ่านว่า อา – ขะ –หยาน
                                                          ดำริ อ่านว่า ดำ – หริ
          2. อ่านตามรูปแบบคำสมาสในภาษาบาลีและสันสกฤตคือไม่ใช่คำสมาสแต่อ่านตามแบบคำสมาสของบาลีสันสกฤต มาจนเคยชิน เพราะเห็นว่าไพเราะ เช่น
                                                          ผลไม้ อ่านว่า ผน – ละ- ไม้
                                                          กรมท่า อ่านว่า กรม – มะ- ท่า
                                                          ชุกชี อ่านว่า ชุก – กะ –ชี
                                                          พลเมือง อ่านว่า พน – ละ – เมือง
           3.ไม่อ่านตามรูปแบบของคำสมาสของบาลีและสันสกฤตคือเป็นคำสมาสแต่ไม่อ่านตามแบบสมาสอาจแพราะไม่ไพเราะออกเสียงไม่สะดวก เช่น
                                                          ภาคทัณฑ์ อ่านว่า พาก – ทัน
                                                          ชาตินิยม อ่านว่า ชาด – นิ - ยม
                                                          สุภาพสตรี อ่านว่า สุ – พาบ – สัด - ตรี
                                                          อุดมคติ อ่านว่า อุ – ดม – คะ – ติ
          4. การอ่านชื่อจังหวัดของประเทศไทย ชื่อจังหวัดในประเทศไทย บางคำเป็นคำสมาสและอ่านตามวิธีการของคำสมาส แต่บางคำก็ไม่อ่าน เพราะถือว่าเป็นชื่อเฉพาะ ไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์ ให้จำหรืออาศัยความเคยชิน เช่น
                                    อ่านแบบสมาส                                                        ไม่อ่านแบบสมาส
                        อยุธยา อ่านว่า อะ – ยุด - ทะ – ยา                                   ชัยนาท อ่านว่า ไช – นาด
                        ราชบุรี อ่านว่า ราด – ชะ – บุ- รี                                      อุดรธานี อ่านว่า อุ – ดอน –ทา - นี  
                        อุตรดิตถ์ อ่านว่า อุด –ตะ- ระ- ดิด                                   สมุทรสงคราม อ่านว่า สะ - หมุด - สง - คราม
                        ชัยภูมิ อ่านว่า ไช – ยะ –พูม                                           สุพรรณบุรี อ่านว่า สุ - พัน –บุ - รี
                        นครราชสีมา อ่านว่า นะ – คอน –ราด - ชะ –สี - มา
การอ่านคำประพันธ์
          การอ่านคำประพันธ์นั้น ต้องอ่านให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคำประพันธ์แต่ละชนิด เพื่อรักษาคุณค่าของคำประพันธ์เอาไว้ เช่น จังหวะ คำสัมผัส คำครุ ลหุ คำเอก โท ความหมายและ ทำนองในการอ่าน ดังนี้
         1. การอ่านเน้นสัมผัสนอก เพื่อต้องการให้เห็นความสัมพันธ์ของคำประพันธ์ชนิดนั้น ๆ เช่น
             เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงไปทั้งหมู่
             ตัวเดียวมาพลัดคู่ เหมือนพี่อยู่ผู้เดียวดาย
         2. การอ่านเอื้อสัมผัสใน เพื่อต้องการเพิ่มความไพเราะมากยิ่งขึ้น เช่น
             ข้าขอเคารพอภิวาท ในพระบาทบพิตรอดิศร
             ( อ่านว่า ข้า – ขอ – เคา – รบ – อบ – พิ –วาด ใน – พระ - บาด –บอ- พิด – อะ - ดิด – สอน )
             พระสมุทรสุดลึกล้น คณนา  ( อ่านว่า พระ – สะ – หมุด – สุด –ลึก- ล้น - คน – นะ –นา )
            ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ  ( อ่านว่า ขอ – สม- หวัง – ตั้ง – ประ – โหยด –โพด – ทิ – ยาน )
         3. การอ่านตามสัมผัส ของคำประพันธ์ เช่น
             ฝ่ายนครกาญจน จัดขุนพลพวกด่าน ผ่านไปเอาเหตุ  ( อ่านว่า กาน – จน เพื่อให้สัมผัสกับคำว่า ขุนพล )
         4. การอ่านจำนวนคำครุ ลหุ หมายถึงการอ่านออกเสียงของฉันท์ เช่น
             ปางศิวะเจ้า เนาณพิมาน อ่านว่า ปาง - สิ – ว ะ- เจ้า – เนา – นะ – พิ - มาน
             บรรพตสานต์ โสภณไกร อ่านว่า บัน – พะ – ตะ – สาน - โส – พะ – นะ –ไกร
การอ่านมาตราเงินไทย
          การเขียนมาตราเงินไทยจะใช้เครื่องหมาย ตีนครุ หรือตีนกา พบมากในหนังสือเก่า ๆ หรือใช้เป็นมาตราในการชั่ง มีหลักเกณฑ์ในการอ่านดังนี้

                                      5 ชั่ง          อ่านว่า ห้าชั่ง
                                      4 ตำลึง      อ่านว่า สี่ตำลึง
                                      3 บาท       อ่านว่า สามบาท
                                      2 เฟื้อง      อ่านว่า สองเฟื้อง
                                      1 สลึง        อ่านว่า หนึ่งสลึง
                                      6 ไพ         อ่านว่า หกไพ
การอ่าน วัน เดือน ปี ทางจันทรคติ
          การอ่านวัน เดือน ปี ทางจันทรคติ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
                                                              ขึ้น
                                                     วัน ฯ เดือน ปี
                                                             แรม
          - เลขข้างหน้าจะแทนวันทั้งเจ็ดในหนึ่งสัปดาห์ จะเริ่มจากวันอาทิตย์เป็นอันดับหนึ่ง
          - เลขข้างบนจะแทนข้างขึ้น เลขข้างล่างจะแทนข้างแรม
          - เลขข้างหลังจะแทนเดือนทั้งสิบสองเดือนจะเริ่มจากเดือนอ้าย เป็นอันดับแรก
                                            เช่น         8
                                                        5 ฯ 2 ปีชวด
                                       อ่านว่า วันพฤหัสบดี ขึ้นแปดค่ำ เดือนยี่ ปีชวด

                                                        2 ฯ 5 ปีมะแม
                                                          10
                                      อ่านว่า วันจันทร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 5 ปี มะแม
                                                          12
                                                        7 ฯ 5 ปีชวด
                                      อ่านว่า วันเสาร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5 ปีชวด
การอ่านตัวเลข
          1. การอ่านตัวเลขที่มีจุดทศนิยม
              1.02 อ่านว่า หนึ่ง – จุด – สูน - สอง
              2.524 อ่านว่า สอง – จุด – ห้า – สอง – สี่
              23.04 อ่านว่า ยี่ – สิบ – สาม – จุด - สูน- สี่
              254.251 อ่านว่า สอง – ห้า – สี่ – จุด – สอง –ห้า – หนึ่ง
          2. การอ่านตัวเลข ที่มีเลข 1 อยู่ท้าย ตั้งแต่ 2 จำนวนขึ้นไป หรือท้ายหลักสิบขึ้นไป ต้องอ่านว่า เอ็ด
              11 อ่านว่า สิบ - เอ็ด
              21 อ่านว่า ยี่ – สิบ – เอ็ด
             101 อ่านว่า หนึ่ง – ร้อย – เอ็ด
             1001 อ่านว่า พัน – เอ็ด , หนึ่ง – พัน – เอ็ด
             2501 อ่านว่า สอง – พัน – ห้า –ร้อย – เอ็ด
             2511 อ่านว่า สอง - พัน – ห้า- ร้อย - สิบ- เอ็ด
         3. การอ่านตัวเลขหลังจุดที่เป็นเวลาของชั่วโมงกับนาที
             04.00 น อ่านว่า สี่ – นา – ลิ - กา
             04.30 น. อ่านว่า สี่ – นา – ลิ - กา – สาม – สิบ – นา – ที
             2 : 50 :40 อ่านว่า สอง – นา – ลิ – กา – ห้า – สิบ – นา – ที - สี่ - สิบ –วิ -นา –ที
        4. การอ่านตัวเลขที่เป็นจำนวนเงิน
            15.50 บาท อ่านว่า สิบ- ห้า – บาด – ห้า – สิบ – สะ- ตาง
             5.50 ดอลล่าร์ อ่านว่า ห้า – ดอน – ล่า –ห้า – สิบ - เซน
             2.50 เมตร อ่านว่า สอง – เมด – ห้า – สิบ – เซน - ติ - เมด
             4.109 กิโลกรัม อ่านว่า สี่ – กิ - โล – กรำ – หนึ่ง – ร้อย – เก้า – กรำ
        5. การอ่านตัวเลขที่เป็นมาตราส่วน
            1 : 100 อ่านว่า หนึ่ง – ต่อ – ร้อย หรือ หนึ่ง – ต่อ - หนึ่ง –ร้อย
            1 : 100,000 อ่านว่า หนึ่ง – ต่อ – หนึ่ง – แสน
            1 :2 : 3 อ่านว่า หนึ่ง – ต่อ – สอง – ต่อ – สาม
       6. การอ่านบ้านเลขที่
           บ้านเลขที่ 31 อ่านว่า บ้าน - เลก - ที่ - สาม – สิบ – เอ็ด
           บ้านเลขที่ 422 อ่านว่า บ้าน - เลก - ที่ – สี่ - สอง – สอง
           บ้านเลขที่ 41/323 อ่านว่า บ้าน - เลก - ที่ – สี่ - สิบ – เอ็ด – ทับ – สาม – สอง –สาม
           บ้านเลขที่ 082/21 อ่านว่า บ้าน – เลก – ที่ - สูน- แปด – สอง –ทับ – สอง – หนึ่ง
      7. การอ่านหมายเลขโทรศัพท์
          ในหมายเลขโทรศัพท์ ถ้ามีเลข 2 ให้อ่านว่า โท เช่น
          โทร. 045 – 265426 อ่านว่า สูน – สี่ – ห้า – โท –หก – ห้า- สี่ – โท – หก
          โทร. 045 – 285422 อ่านว่า สูน – สี่ – ห้า –โท – แปด – ห้า – สี่ – โท – โท
      8. การอ่านรหัสไปรษณีย์
          รหัสไปรษณีย์ 34000 อ่านว่า สาม – สี่ – สูน – สูน – สูน
          ( เป็นรหัสที่ทำการไปรษณีย์ จ.อุบลราชธานี )
          รหัสไปรษณีย์ 34130 อ่านว่า สาม – สี่ – หนึ่ง – สาม – สูน
           ( เป็นรหัสที่ทำการไปรษณีย์ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี )
      9. การอ่านหนังสือราชการ หนังสือราชการนั้นแต่ละฉบับจะมีเลขที่หนังสืออยู่ริมบนด้านซ้าย จะเป็นเลขที่ของกรม
กองหรือของหน่วยงานราชการที่ออกหนังสือนั้น ๆ ตัวอย่างการอ่าน
           ที่ ศธ 5859/38 อ่านว่า ที่ – สอ – ทอ – ห้า – แปด – เก้า – ทับ – ทับ - สาม – แปด
10. การอ่านตัวเลขป้ายทะเบียนรถ

                                                         2 ช 2448
                                                    กรุงเทพมหานคร
        อ่านว่า สอง – ชอ – สอง - สี่ – สี่ – แปด - กรุง – เทบ – มะ-หา –นะ-คอน

                                                          บธ 5281
                                                        อุบลราชธานี

        อ่านว่า บอ – ทอ - ห้า – สอง – แปด – หนึ่ง – อุ - บน – ราด – ชะ - ทา –นี

การอ่านเครื่องหมายต่าง ๆ
        1. การอ่านคำที่ใช้ไม้ยมก
            ตัวอย่าง ทั่ว ๆไป อ่านว่า ทั่ว – ทั่ว – ไป
                         วันหนึ่ง ๆ อ่านว่า วัน – หนึ่ง –วัน –หนึ่ง
                         แต่ละคน อ่านว่า แต่ - ละ- คน – แต่ – ละ- คน
                         สีขาว ๆ อ่านว่า สี – ขาว –ขาว
         2. การอ่านเครื่องหมาย ไปยาลใหญ่
             - ถ้าอยู่ท้ายให้อ่านว่า ว่า ละ หรือ อื่น ๆ
               ตัวอย่าง ผลไม้ของไทยได้แก่ ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ ฯลฯ
                            อ่านว่า ผน – ละ- ไม้ – เมือง – ไท – ได้ - แก่ - ละ - มุด – ลำ -ไย –มะ- เฟือง - มะ-ไฟ – ละ
             - ถ้าอยู่กลางข้อความให้อ่านว่า ละถึง เช่น
               พยัญชนะไทยมี 44 ตัว คือ ก ฯลฯ ฮ
                            อ่านว่า พะ- ยัน – ชะ – นะ – ไท – มี - สี่ - สิบ – สี่ – ตัว – คือ – กอ- ละ - ถึง – ฮอ
         3. การอ่านเครื่องหมายไปยาลน้อย ฯ ใช้ละคำที่เป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว ให้อ่านเต็มคำ
             กรุงเทพฯ อ่านว่า กรุง – เทบ –มะ - หา –นะ – คอน
             ฯพณฯ อ่านว่า พะ – นะ - ท่าน
             ทูลเกล้า ฯ อ่านว่า ทูน - เกล้า – ทูน - กระ-หม่อม
             โปรดเกล้า ฯ อ่านว่า โปรด – เกล้า –โปรด - กระ-หม่อม
             ล้นเกล้า ฯ อ่านว่า ล้น - เกล้า – ล้น – กระ- หม่อม
         4. การอ่านเครื่องหมาย นขลิขิต หรือ วงเล็บ
             พระสารประเสริฐ ( ตรี นาคะประทีป ) อ่านว่า พระ – สาน – ประ – เสิด- ใน - วง – เล็บ – ตรี – นา – คะ –ประ- ทีบ
ถ้า ข้อความในวงเล็บยาวมาก ให้อ่านว่า วงเล็บเปิด แล้วอ่านข้อความในวงเล็บจนหมด แล้วอ่านว่าวงเล็บปิด เมื่อหมดข้อความนั้น ๆ
         5. การอ่านเครื่องหมายอัญประกาศ
             สุนทรภู่กล่าวว่า “ รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”
             อ่านว่า อัน – ยะ - ประ – กาด - เปิด – รู้ – อะ – ไร – ไม่ – สู้ – รู้ – วิ – ชา - รู้ – รัก – สา – ตัว -รอด –
                       เป็น – ยอด – ดี - อัน – ยะ – ประ – กาด - ปิด
        6 . การอ่านอักษรย่อ เวลาอ่านออกเสียงควรอ่านเต็ม เช่น
             ป.ล. อ่านว่า ปัด – ฉิม – มะ – ลิ – ขิด
             พ.ศ. อ่านว่า พุด – ทะ –สัก – กะ –หราด
             จ.ศ. อ่านว่า จุน – ละ – สัก – กะ – หราด
             ร.ศ. อ่านว่า รัด – ตะ- นะ – โก – สิน –สก
             ม.ค. อ่านว่า มะ- กะ-รา- คม
             กก. อ่านว่า กิ – โล – กรำ
             สต. อ่านว่า สะ – ตาง
             กม. อ่านว่า กด – หมาย
การอ่านคำที่มีตัวการันต์
        หลักการอ่าน
       1. คำที่ใช้ตัวการันต์ส่วนมากมาจากภาษาบาลี สันสกฤต เพื่อรักษารูปศัพท์นั้นไว้ เช่น
           ศิษย์ อ่าน ว่า สิด
           วิจารณ์ อ่านว่า วิ - จาน
           อุทาหรณ์ อ่านว่า อุ – ทา – หอน
           อาวรณ์ อ่านว่า อา – วอน
           จันทร์เพ็ญ อ่านว่า จัน – เพ็น
           อาทิตย์ อ่านว่า อา – ทิด
      2. คำที่ไม่มีเครื่องหมาย ทัณฑฆาตกำกับอยู่บน พยัญชนะตัวสุดท้าย แต่ไม่อ่านออกเสียงตัวสุดท้าย เช่น จักร อ่านว่า จัก
          สมัคร อ่านว่า สะ – หมัก
          เพชร อ่านว่า เพด
          มิตร อ่านว่า มิด
      3.คำที่มาจากภาษาอังกฤษ ที่ใส่เครื่องหมายทัณฑฆาตกลางคำ เวลาอ่านไม่ต้องออกเสียงตัวนั้น
          ฟิล์ม อ่านว่า ฟิม
          ชาร์ป อ่านว่า ชาบ
          นิวยอร์ก อ่านว่า นิว – ยอก
          กอล์ฟ อ่านว่า กอบ