ลิลิตตะเลงพ่าย

ตอนที่ 9
ทัพหลวงเคลื่อนพล ช้างทรงพระนเรศวรและพระเอกาทศรถฝ่าเข้าไปในกองทัพข้าศึก


สมเด็จพระนเรศวรทรงเคลื่อนทัพตามเกร็ดนาค ตามตำราพิชัยสงคราม ในไม่ช้าก็ปะทะกับข้าศึก ช้างพระที่นั่งทั้งสองเชือก ได้ยินเสียงฆ้อง กลอง และปืนก็เริ่มคึกคะนองด้วยกำลังตกมัน ส่งเสียงด้วยกิริยาร่าเริง ควาญไม่สามารถคัดท้ายไว้ได้ จึงวิ่งฝ่าเข้าไปในหมู่ข้าศึก แซงทั้งปีกซ้าย ปีกขวา กองหน้า แม่ทัพนายกลองและไพร่พลไม่สามารถตามเสด็จได้ จะมีก็แต่กลางช้างกับควาญช้าง ๔ คนเท่านั้นที่ตามเสด็จได้

          เมื่อวิ่งเข้าใกล้กองหน้า สมเด้จพระพี่น้องทอดพระเนตรเห็นข้าศึกมีจำนวนมากมายเหมือนคลื่นในมหาสมุทร กำลังไล่ตามทหารไทยมา จึงไสยช้างพระที่นั่งทั้งคู่ด้วยแรงที่เกิดจากการตกมัน ทั้งถีบทั้งเตะตะลุมบอนทหารพม่ามอญตายเกลื่อนกลาด บางส่วนก็ยิงปืนเข้าใส่ บ้างก็ยิงธนูเข้าใส่ เกิดควันกลบท้องฟ้าให้มืดมิด
          สมเด็จพระนเรศวร ทรงมีพระบรมราชโองการแก่เทพทั้งหลาย ตั้งแต่ชั้นฉกามาพจรตลอดจนพระพรหมที่อยู่ในพรหมโลกสิบหกชั้นว่า การที่พระองค์ประสูติมาในตระกุลกษัตริย์นั้น ก็เพื่อผดุงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน และทะนุบำรุงก่อเกื้อพระศาสนา เหตุใดจึงไม่ช่วยทำให้ท้องฟ้าใสสว่างปราศจากหมอกควัน จะได้มองเห็นข้าศึกในสนามรบให้ชัดกับตาด้วยเถิด พอตรัสจบ ก็เกิดลมครั่นครื้นขึ้นในท้องฟ้า พัดปั่นป่วน หมอกควันที่มืดก็หายไป สว่างไสวจนเห็นสนามรบ

          สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นข้าศึกขี่ช้างมีฉัตรกั้นทั้ง ๑๖ เชือก แต่ไม่ทันเห็นพระมหาอุปราชา จึงเร่งขับช้างพระที่นั่งตามหาพระมหาอุปราชา

          ณ เบื้องขวาของพระองค์ ทรงเห็นพญาช้างเชือกหนึ่งกั้นฉัตร มีพลทหารสี่เหล่าเรียงรายอยู่คับคั่ง อยู่ใต้ต้นข่อย ทรงมีพระราชดำริว่าน่าจะเป็นขุนศึกของพม่า เพราะแวดล้อมด้วยรี้พลทหาร และเครื่องอุปโภคพรั่งพร้อมไปหมด

          พระนเรศวร และพระเอกาทศรถ ขับช้างบ่ายหน้าเข้าพบพระมหาอุปราชาผู้เป็นแขกมาเยือน ข้าศึกยิงปืนกราด กระหน่ำเข้าไป แต่ไม่ระคายถูกต้องพระองค์ กลับแตกตื่นพล่าน

 

 

[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] [4 ] [ 5 ] [ 6 ] [ 7 ] [ 8 ] [ 9 ] [ 10 ] [ 11 ] [ 12 ] [ 13 ] [ 14 ]