ลิลิตตะเลงพ่าย

 

ตอนที่ 7
พระมหาอุปราชทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าประทะทัพหน้าของไทย

 

ฝ่ายนายกองลาดตระเวน ซึ่งพระมหาอุปราชาใช้ให้ขี่ม้าตรวจดูทัพไทย มีสมิงอะคร้าน สมิงเป่อ สมิงซายม่วน พร้อมทหารม้า ๕๐๐ และกราบทูลพระมหาอุปราชาว่า กองทัพไทยตั้งค่ายอยู่ที่หนองสาหร่าย สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นผู้ยกทัพมาเอง มีรี้พลประมาณ ๑๗-๑๘ หมื่น พระมหาอุปราชาจึงตัดสินใจใช้วิธีจู่โจม หักเอาชัยชนะเสียแต่แรก เพื่อเบาแรง แล้วล้อมกรุงศรีอยุธยา แล้วชิงราชสมบัติในภายหลัง จึงรับสั่งให้เตรียมพลให้เสร็จตั้งแต่ ๓ นาฬิกา(ตีสาม) พอ ๕ นาฬิกา(ตีห้า) ก็ยกทัพกะให้ไปสว่างกลางทาง รุ่งเช้าจะได้เข้ามีทันที พระองค์ขึ้นประทับพลับพลาที่มีเกยสำหรับขึ้นช้าง เพื่อประทับช้างพระที่นั่งชื่อ พลายพันธกอ
          ฝ่ายไทย พระยาศรีไสยณรงค์ กับพระราชฤทธานนท์ ได้รับพระราชโองการจากสมเด็จพระนเรศวร จึงยกพลเข้าโจมตีทัพพม่าตั้งแต่กลางดึก มีกำลังพลทั้งหมด ๕ หมื่น โดยจัดทัพดังนี้
          ทัพหน้า
มีพระสุพรรณเป็นแม่ทัพ เจ้าเมืองธนบุรีเป็นปีกซ้าย เจ้าเมืองนนทบุรีเป็นปีกขวา

          ทัพหลวง
พระยาศรีไสยณรงค์เป็นแม่ทัพ ขี่ช้างชื่อพลายสุรงคเดชะ เจ้าเมืองสรรค์บุรีเป็นปีกซ้าย เจ้าเมืองสิงห์บุรีเป็นปีกขวา
          ทัพหลัง
พระราชฤทธานนท์เป็นแม่ทัพ ขี่ช้างชื่อชนะจำบัง เจ้าเมืองชัยนาทเป็นปีกซ้าย พระยาวิเศษชัยชาญเป็นปีกขวา

          สามทัพจัดเก้ากอง มีเหล่าทหารสมัครรบเป็นกองหนุน เดินทัพจนถึงโคกเผาข้าว ในเวลาเช้า ๗ นาฬิกา ได้ปะทะกับทัพพม่า ทั้งสองผ่ายต่างต่อสู้กันอย่างกล้าหาญ พร่าผลาญชีวิตตากกันเกลื่อนกราด บ้างแขนขาด บ้างขาขาด หัวขาด กำลังพม่ามีมากกว่าจึงโอบล้อม กระหนาบไทยทั้งด้านหน้าด้านหลัง ฝ่ายไทยมีอยู่น้อย ไม่สามารถต้านทานไว้ได้ จึงรบไปถอยไป เสียงอาวุธที่ปะทะกันดังสั่นกึกก้อง เหมือนเสียงฟ้าผ่า ผืนแผ่นดินทลาย เสียงดังสั่นโลกจนไม่รู้ว่าฝ่ายใดแพ้ฝ่ายใดชนะ สองฝ่ายต่างเก่งกล้ามาก เหมือนราชสีห์สู้กับราชสีห์

[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] [4 ] [ 5 ] [ 6 ] [ 7 ] [ 8 ] [ 9 ] [ 10 ] [ 11 ] [ 12 ] [ 13 ] [ 14 ]