ลิลิตตะเลงพ่าย
ตอนที่ 3
พระมหาอุปราชายกทัพเข้าเมืองกาจนบุรี
ระหว่างการเดินทาง พระมหาอุปราชาทรงรำพันถึงพระสนมว่า ออกเดินทางมาคนเดียว รู้สึกเปลี่ยวใจยิ่งนัก ทอดพระเนตรเห็นพันธ์ไม้สวยงาม ก็อดรำลึกถึงนางที่รักไม่ได้
ทางเมืองกาญจนบุรี เหล่ากองระวังด่านได้ไปสอดแนมหาข่าวในเขตแดนมอญ ต่างเห็นหมู่กองทัพมอญ เดินมาแน่นขนัดเต็มป่า หวังมารบกับกรุงศรีอยุธยาเป็นแน่ และเห็นที่กั้นเศวตฉัตรห้าชั้นปักบนหลังช้าง จึงรู้ได้ว่าพระมหาอุปราชาเป็นแม่ทัพยกมา และนำข่าวไปแจ้งแก่เจ้าเมือง
เมื่อได้ยินข่าวศึก ชาวเมืองกาญฯ ก็กลัวเพราะรู้ว่าไม่สามารถต้านทานกำลังพม่าไว้ได้ จึงพากันทิ้งบ้านเมือง ทำให้กาญจนบุรีเป็นเมืองร้าง แล้วพากันไปซุกซ่อนในป่า เพื่อดูอุบายพม่า และส่งรายงานไปให้กรุงศรีอยุธยาทราบ พระมหาอุปราชาทรงเร่งให้รีบเดินทัพ เมื่อถึงแม่น้ำกระเพิน พระยาจิดตองเป็นแม่กองการทำสะพานเชือกข้ามแม่น้ำ จนถึงเมืองกาญจนบุรี ซึ่งว่างเปล่าไร้ผู้คน กองทหารสอดแนมพม่าพยายามจับตัวคนไทยเพื่อมาสอบถาม แต่ไม่พบใครเลยพระมหาอุปราชาจึงกรีธาทัพเข้าค้างแรมในเมือง
เมือเดินทัพถึงตำบลพนมทวน ในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ลางร้ายก็ปรากฏขึ้น มีลมชื่อเวรัมภา พัดเอาเศวตฉัตรบนหลังช้างหักขาดลงมา พระมหาอุปราชาเมื่อได้เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็เสียวใจเหมือนถูกภูเขาใหญ่มาทับอก พระทัยสั่น พระพักตร์ซีด จนต้องเรียกโหรมาทำนาย
โหรทั้งหลายต่างรู้ว่าเป็นเหตุร้าย แต่ไม่กล้าทูลตามตรง เพราะกลัวอาญา จึงทูลแต่สิ่งดีๆ เพื่อกลบเกลื่อนว่า เรื่องฉัตรหักนี้ ถ้าเกิดในเวลาเช้าย่อมชั่วร้าย แต่ถ้าเกิดในช่วงเย็นย่อมดี ขอพระองค์อย่าขุ่นเคืองโทมนัสทุกข์ใจไปเลย จะทรงมีลาภปราบศัตรูข้าศึกไทยได้แน่นอน
พระมหาอุปราชาไม่เชื่อคำทำนาย ทรงนึกหวั่นวิตกว่าจะแพ้กองทัพไทย ทรงระลึกถึงพระบิดา หากเสียพระโอรสไปแล้ว คงเหมือนกับแขนขาดกลิ้งไป คงไม่มีใครเป็นคู่ทุกข์คู่ปรึกษา พระคุณของบิดาเท่าพื้นแผ่นดิน ตลอดตั้งแต่ฟ้าจรดดิน พระองค์ให้กำเนิดก่อชีวิต กลัวว่าลูกจะกลับไปตอบแทนพระคุณไม่ทันเสียแล้ว
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] [4 ] [ 5 ] [ 6 ] [ 7 ] [ 8 ] [ 9 ] [ 10 ] [ 11 ] [ 12 ] [ 13 ] [ 14 ]