ลิลิตตะเลงพ่าย

 

ตอนที่ 10
ยุทธหัตถี และชัยชนะของไทย


สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชดำรัสด้วยถ้อยคำที่ไพเราะว่า สมเด็จพระมหาอุปราชาผู้ยิ่งใหญ่ในพม่า มีพระยศแผ่ไปทั่ว ใครได้ยินก็ครั่นคร้ามในความเก่งกาจของพระองค์ ฤทธิ์เดชก็ลือสนั่นไปทั้งสิบทิศ ไม่มีใครกล้าต่อสู้ด้วย เจ้าพี่หยุดพักอยู่ใต้ร่มไม้เช่นนั้นเป็นการไม่ชอบไม่ควร เชิญเจ้าพี่มารบกันด้วยช้างเถิด เพื่อเผยแผ่เกียรติยศไว้ นับแต่นี้เป็นต้นไป การชนช้างเช่นเราทั้งสองคงสิ้นสุดลงจะไม่มีอีกแล้ว การชนช้าง

คงถึงที่สุดคราวนี้ นับแต่นี้ไปเบื้องหน้า ก็คงไม่พบอีก เรื่องการยุทธหัตถีของเราพี่น้องทั้งสอง เขาคงบันทึกได้ด้วย ตราบฟ้าดินสิ้นไป

          การชนช้างมีไว้เป็นมหรสพ เพิ่มความสุข ความสงบ เป็นเครื่องสำราญพระทัยของกษัตริย์นักรบมาแต่โบราณ เป็นที่ประจัก์แก่สายตาของมนุษย์ทั้งแผ่นดิน ตลอดจนสวรรค์ชั้นฟ้า ขออัญเชิญเทพยดาในพรหมโลก มาประชุม ณ สถานที่นี้ เพื่อชมการชนช้างที่เราจะกระทำกัน ใครเชียวชาญก็ช่วยอวยชัยส่งเสริมให้ หรือให้เกียรติยศที่เกิดขึ้นกลางสนามรบยืนยงคู่โลก ใครรู้เรื่องของสองกษัตริย์ที่รบกัน ก็คงสรรเสริญทั้งนั้น

          คำพรรณนาของสมเด็จพระนเรศวร ทำให้พระมหาอุปราชาเกิดขัตติยะมานะขึ้น จึงขับช้างเข้ารบประทะด้วยทันที ช้างทรงของกษัตริย์ทั้งสองเปรียบเหมือนช้างเอราวัณของพระอินทร์ (เปรียบกับช้างของพระนเรศวร) กับช้างคิริเมขล์ของพระยาสวัสดีมาร ที่ขี่มาประจญพระพุทธเจ้า (เปรียบช้างของพระมหาอุปราชา) ต่างเสยงา โถมแทงกันจ้าละหวั่น

          ช้างทั้งสองฝ่ายต่างเอางามาปะทะกัน สองกษัตริย์ต่างชูด้ามง้าวกลอกกลับไปมาอย่างว่องไวรวดเร็ว ควาญนั้นขับช้างเข้าต่อสู้กันอย่างแข็งขัน สองกษัตริย์แห่งวงศ์อำมายต์อันสูงสุดต่อสู้กันแลดูสง่างาม

          สมเด็นชจพระนเรศวรสามารถต้านทานพระมหาอุปราชาไว้ได้ สองพระองค์สู้รบกันอย่างไม่เกรงกัน ยกหัตถ์กวัดแกว่งของ้าวตามทำนองพิชัยยุทธ์ เป็นภาพที่ช่างงดงามยิ่ง ช้างของพระนเรศวรโถมปะทะไม่ทันตั้งตัว ช้างพระมหาอุปราชาได้ท่าอยู่ด้านล่าง จึงเอางาเสยดันงาช้างพระนเรศวรขึ้นไปจนคางหงาย เป็นโอกาสของพระมหาอุปราชาที่ได้ล่าง จึงฟาดพระแสงง้าวลงมา สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระมาลาหลบ อาวุธจึงไม่ถูกพระองค์
ทัดในนั้น ช้างทรงเจ้าพระยาไชยานุภาพ ก็เบี่ยงหัวสะบัดหลุดจากการถูกค้ำ และกลับเป็นฝ่ายได้ล่างบ้าง เข้าเอางางัดคอช้างพลายพัทธกอ ทำให้ต้องเบนหัวหงายแหงนขึ้นจนเสียท่า พระนเรศวรจึงเงื้อพระแสงของ้าวแสนพลพ่ายฟันลงไป ถูกพระอังสาขาดสะพายแล่งค่อนไปทางขวา พระอุระของพระมหาอุปราชาถูกฟันขาดเป็นรอยแยกจากกัน พระวรกายเอนฟุบลงบนคอช้าง เป็นที่น่าสลดสังเวชใจยิ่งนัก พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์แล้ว ได้เสด็จสถิต ณ แดนสวรรค์ ควาญท้ายช้างพระที่นั่งของพระนเรศวรเสียทีถูกข้าศึกยิงปืนกราดเข้าไปต้องกายเสียชีวิต

          ฝ่ายพระเอกาทศรถ ก็ทรงชนช้างเข้าต่อสู้กับมางจาชโร ช้างพระเอกาทศรถได้ล่าง งัดงาทั้งสองจนช้างพัชเนียงของมางจางชโรซวนเซหันข้างให้จนเสียที ถูกพระเอกาทศรถฟันคอขาดสิ้นชีวิต ทันใดนั้นกลางช้างของพระองค์ก็สิ้นชีวิตล้มลง เพราะถูกเหล่าข้าศึกยิงปืนใส่ ลูกปืนต้องถูกอกเสียชีวิต

          หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพไทยทั้งหมดก็ตามเสด็จมาทัน ไล่ล้างข้าศึกตายกลาดเกลื่อน ข้าศึกต่างขวัญหนีดีฝ่อด้วยความหวาดกลัวแตกหนีไปหมด

 

 

[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] [4 ] [ 5 ] [ 6 ] [ 7 ] [ 8 ] [ 9 ] [ 10 ] [ 11 ] [ 12 ] [ 13 ] [ 14 ]