ความงามในคัมภีร์ฉันทศาสตร์


การสรรคำมาใช้  คือการเลือกคำที่เหมาะสมมาใช้ในการประพันธ์


                ๑.  เลือกคำที่มีความหมายเหมาะสม กับเนื้อเรื่องแต่ละตอนและฐานะของบุคคล
เช่น  -น้ำเสียงแสดงอารมณ์โกรธ
ตัวอย่าง
        ๕๕       หินชาติแพทย์เหล่านี้                   เวรามีมิได้กลัว
               ทำกรรมนำใส่ตัว                             จะตกไปในอบาย


                เล่นเสียงสัมผัส   ทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร
ตัวอย่าง
        ๕๑      ผู้ใดใครทำชอบ                                    ตามระบอบพระบาลี
              กุศลผลจะมี                                                อเนกนับเบื้องหน้าไป       
                สัมผัสสระได้แก่  ใด - ใคร , ระ - พระ
                สัมผัสอักษร ได้แก่  บอบ - บา , เนก - นับ - หน้า


                ๓. การเล่นเสียง ( ซ้ำคำ ) คือการใช้คำคำเดียวกันทั้งเสียงและความหมาย
ตัวอย่าง
                ๑๓     แก่กายไม่แก่รู้                               ประมาทผู้อุดมญาณ
                     แม้เด็กเป็นเด็กชาญ                           ไม่ควรหมิ่นประมาทใจ
                           คำที่ซ้ำ คือ แก่ , เด็ก , ประมาท


                ๔. การเพิ่มเสียง  “ร” ในคำ
ตัวอย่าง
                ๔๑      ให้ดำรงกระษัตริย์ไว้                  คือดวงใจให้เร่งยา
                      อนึ่งห้ามอย่าโกรธา                          ข้าศึกมาจะอันตราย
                              กษัตริย์ - กระษัตริย์


              ๕. การใช้คำซ้ำความหมาย ( คำหลาก  คำไวพจน์ ) คือการใช้คำที่มีความหมายเหมือนกันแต่เขียนต่างกัน
ตัวอย่าง
                ๒๓     โทโสจงอดใจ                             สุขุมไว้อยู่ในตัว
                      คนไข้ยิ่งคร้ามกลัว                           มิควรขู่ให้อดใจ
                ๒๗     อนึ่งโสดอย่าซบเซา                     อย่าง่วงเหงานั้นมิดี
                      เห็นโรคนั้นถอยหนี                           กระหน่ำยาอย่าละเมิน
                ๕๒     เรียนรู้ให้แจ้งกระจัด                 เห็นโรคชัดอย่าสงสัย
                      เร่งยากระหน่ำไป                             อย่าถือใจว่าลองยา
                คำที่ความหมายซ้ำกัน ได้แก่  อดใจ - สุขุม , ซบเซา - ง่วงเหงา , แจ้ง - กระจัด - ชัด


                ๖. คำซ้ำ  คือ การใช้คำคำเดียวเขียนติดกันเพื่อเน้นความ
ตัวอย่าง

                ๕๓      จะหนีหนีแต่ไกล                       ต่อจวนใกล้จะมรณา
                       จึ่งหนีแพทย์นั้นหนา                        ว่ามิรู้ในท่าทาง

                ภาพพจน์   คือ    การสร้างมโนภาพโดยใช้ถ้อยคำสำนวนแบบต่าง ๆ   เกิดจากการเลือกใช้คำอย่างมีศิลปะในลักษณะต่าง ๆ ต่อไปนี้


                ๑.  อุปมา    คือ  การเปรียบเทียบความเหมือนกันของสองสิ่ง  โดยมีคำเชื่อม  ที่มีความหมายว่า  เหมือน   เช่น  กล    เฉก  ดัง  ดุจ   เทียบ   เทียม  ประดุจ  ประหนึ่ง  ปาน     เปรียบ  เพียง  ฯลฯ
ตัวอย่าง
                ๑          จะกล่าวคัมภีร์ฉัน                        ทศาสตรบรรพ์ที่ครูสอน
                  เสมอ
ดวงทินกร                               แลดวงจันทร์กระจ่างตา
                ๓๘       อนึ่งจะกล่าวสอน                         กายนครมีมากหลาย
                  ประเทียบเปรียบ
ในกาย                 ทุกหญิงชายในโลกา
                คำอุปมา คือ  ประเทียบ , เปรียบ


                ๒. อุปลักษณ์     คือ การกล่าวเปรียบ  ต่างจากแบบอุปมาตรงที่  จะไม่กล่าวเปรียบโดยตรงแต่จะนำลักษณะเด่นของสิ่งที่ต้องการเปรียบมากล่าวเป็นนัยให้เข้าใจเอาเอง
ตัวอย่าง
                ๓๙      ดวงจิตคือกระษัตริย์                   ผ่านสมบัติอันโอฬาร์
                       ข้าศึกคือโรคา                               เกิดเข่นฆ่าในกายเรา

     
               ๓. บุคลาธิษฐาน         (  บุคคล+อธิษฐาน  คือ ตั้งไว้ให้เป็นบุคคล )  คือ    การเปรียบโดยใช้รูปธรรม ให้เข้าใจนามธรรม   รูปธรรมที่ใช้จะเป็นบุคคล หรือสัตว์  หรือ สิ่งอื่น ๆ 
ตัวอย่าง
                ๔       เป็นแพทย์นี้ยากนัก                       จะรู้จักซึ่งกองกรรม
                     ตัดเสียซึ่งบาปธรรม                     สิบสี่ตัวจึ่งเที่ยงตรง


                ๔.  บุคคลวัต    ( บุคคล+วัต  คือ มีความประพฤติเหมือนบุคคล )   คือ  การสมมุติสิ่งที่มีชีวิต  ไม่มีชีวิต  ไม่มีความคิด ให้เป็นสิ่งที่มีชีวิต  มีความรู้สึกนึกคิด  มีกิริยาอาการอย่างมนุษย์
ตัวอย่าง
                ๔๙     จบเรื่องที่ตนรู้                              โรคนั้นสู้ว่าแรงกรรม         
                       ไม่สิ้นสงสัยทำ                                 สุดมือม้วยน่าเสียดาย          


                ๕.  อรรถวิภาษ    เป็นการเปรียบที่เกิดจากการใช้คำที่มีความหมายตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกัน   แต่นำมาใช้เข้าคู่กันเพื่อให้เกิดความหมายขนาน หรือเกิดภาพตัดที่ก่อความรู้สึก
ตัวอย่าง
                ๔๖      เมื่ออ่อนรักษาได้                           แก่แล้วไซร้ยากหนักหนา
                       ไข้นั้นอุปมา                                       เหมือนเพลิงป่าไหม้ลุกลาม              
                คำอรรถวิภาษ คือ  อ่อน , แก่

 

รส
            รสในวรรณคดี  คือ  การใช้ถ้อยคำที่ไพเราะ  ชวนคิด  ชวนฟัง    เพื่อเร้าใจผู้อ่านให้เกิดอารมณ์ตามบรรยากาศของเนื้อหาตอนนั้นๆ


                ๑. เสาวรจนี  แปลว่า  “แต่งให้งาม”  เป็นการใช้คำเพื่อแต่งชมโฉม  ชมความงาม  แสดงความพึงพอใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น  สถานที่   บุคคล   ธรรมชาติ  เป็นต้น
ตัวอย่าง
                          ข้าขอประนมหัตถ์                          พระไตรรัตนนาถา
                      ตรีโลกอมรมา                                   อภิวาทนาการ
                ๓๗    เท่านี้กล่าวไว้ใน                             ฉันทศาสตรเป็นประธาน
                      กลอนกล่าวให้วิตถาร                          ใครรู้แท้นับว่าชาย              
               
                ๒. พิโรธวาทัง  แปลว่า  “แสดงความโกรธ”  เป็นการใช้คำมุ่งแสดงความโกรธ  เกลียด  เคียดแค้น  อาฆาต  ชิงชัง  พยาบาท  เกรี้ยวกราด   เหน็บแนม  เย้ยหยัน  เป็นต้น
ตัวอย่าง   ๕๗      ไม่รักจะทำยับ                            พาตำรับเที่ยวขจร
                        เสียแรงเป็นครูสอน                          ทั้งบุญคุณก็เสื่อมสูญ
                ๕๕       หินชาติแพทย์เหล่านี้                   เวรามีมิได้กลัว
                        ทำกรรมนำใส่ตัว                             จะตกไปในอบาย
                ๖๖         คัมภีร์กล่าวไว้หมด                      ไยมิจดมิจำเอา
                       ทายโรคแต่โดยเดา                           ให้เชื่อถือในอาตมา


                . สัสลาปังคพิสัย  แปลว่า “ ขอบเขตที่เกี่ยวกับการคร่ำครวญ ”   เป็นการใช้ถ้อยคำแสดงความเศร้าโศก   เสียใจ    อาลัย    อาวรณ์    พลัดพราก    ตัดพ่อ    ต่อว่า   เป็นต้น
ตัวอย่าง
                ๑๙         ไม่รู้คัมภีร์เวช                                ห่อนเห็นเหตุซึ่งโรคทำ
                     แพทย์เอ๋ยอย่างมคลำ                              จักขุมืด  บ  เห็นหน
 
โวหาร
                โวหาร    คือ  ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารด้วยการเรียบเรียงอย่างมีวิธีการ    มีชั้นเชิงและมีศิลปะ     เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราว      เกิดจินตภาพและความรู้สึกตรงตามที่ผู้ส่งสารต้องการ 


              ๑. บรรยายโวหาร   คือถ้อยคำที่ใช้เล่าเรื่องซึ่งเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่เกิดอย่างต่อเนื่องกัน
ตัวอย่าง
                ๑๘         ทั้งนี้เป็นต้นแรก                          ยกยักแยกขยายไข
                      กล่าวย่อแต่ชื่อไว้                                 ให้พึงเรียนตำรับจำ


                ๒. อธิบายโวหาร  คือ   ถ้อยคำที่ทำให้ความคิดเรื่องหนึ่งเรื่องใดกระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น  โดยนำประเด็นที่สงสัยมาอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้ง     การเล่าเรื่องบางตอนถ้ามีประเด็นที่เป็นปัญหาก็อาจใช้อธิบายโวหารเสริมความตอนนั้นจนเรื่องกระจ่างชัดเจนขึ้น
ตัวอย่าง
                ๑๖         อติสารอะวะสาน                         มรณะญาณตามคัมภีร์
                     สรรพคุณรสอันมี                                 ธาตุบัญจบโรคนิทาน


                ๓. เทศนาโวหาร   คือ  ถ้อยคำที่กล่าวชักจูงใจ    โน้มน้าวใจผู้อื่นให้มีความเห็นคล้อยตาม
ให้เชื่อถือและให้ปฏิบัติตาม       การเขียนโวหารนี้ต้องใช้เหตุผลและมีหลักฐานอ้างอิง      ตลอดจนหยิบยกคติธรรมและสัจธรรมมาเป็นอุทธาหรณ์
ตัวอย่าง
                ๓๖         อย่าเกียจแก่คนไข้                       คนเข็ญใจขาดในทาง
                       ลาภผลอันเบาบาง                              อย่าเกียจคนพยาบาล 

         
                ๔. สาธกโวหาร    คือ  ถ้อยคำที่ยกตัวอย่างหรือยกเรื่องราวมาประกอบเนื้อเรื่อง    เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดียิ่งขึ้น   ข้อความประเภทนี้ต้องปรากฏรวมกับโวหารต่าง ๆ  เช่น  เทศนาโวหาร   อธิบาย-โวหาร   พรรณนาโวหาร
ตัวอย่าง
                ๓๘           อนึ่งจะกล่าวสอน                         กายนครมีมากหลาย
                       ประเทียบเปรียบในกาย                        ทุกหญิงชายในโลกา


                ๕. อุปมาโวหาร    คือ    ถ้อยคำที่เขียนโดยยกข้อความ       ซึ่งกล่าวถึงอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ต้องการเพื่อให้ ได้ความหมายแจ่มแจ้งและคมคายยิ่งขึ้น 
ตัวอย่าง
                ๔๖           เมื่ออ่อนรักษาได้                            แก่แล้วไซร้ยากหนักหนา
                         ไข้นั้นอุปมา                                          เหมือนเพลิงป่าไหม้ลุกลาม